FIC-Korean

[FIC][KR] Soft Feathers # 10 [Re-run]

posted on 07 Sep 2008 17:47 by forbeautiful-u  in FIC-Korean
Title : Soft Feathers [Re-run]

Type : Romantic Drama

Pairing : Yoonho + Jaejoong

Rating : PG15 - NC17

Description : Long / Translated / Incomplete



10


...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ยังมีเจ้าหญิงแสนสวยถูกขังอยู่ในหอคอยไกลโพ้น
โดยฝีมือของแม่มดร้าย
รอวันที่จะมีใครสักคนผ่านเข้ามา
จะเทวทูตในชุดดำหรือเจ้าชายขี่ม้าขาวงามสง่า
จะใครก็ได้ ที่จะช่วยสอนให้เจ้าหญิงรู้จักโลกภายนอก
ที่จะสอนให้เจ้าหญิงรู้จักความรักที่แท้จริง...

...บางทีหิมะแรกก็ไม่ได้ตกในเดือนธันวาเสมอไป...

หิมะที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าทำให้เขารู้ว่าเขาอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลคิมแห่งนี้มาเป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้ว เวลา 4 เดือนที่มีอะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้นมากมาย เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆขึ้นทั้งกับตัวเขา... และใครบางคน...

“ดีมากครับแจจุง เอาล่ะ... อีกรอบหนึ่งนะ”
“อื้อ...”

ย่างก้าวเล็กๆที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่ทว่าเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจของเจ้าตัว ยุนโฮกุมมือเล็กเอาไว้แน่นแล้วค่อยก้าวช้าๆให้คนตรงหน้าก้าวตาม ตาสีนิลจับจ้องที่เท้าของตัวเองที่ค่อยๆก้าวตามเขาช้าๆ
แจจุงเริ่มเดินได้ดีมากขึ้นแต่ยังต้องอาศัยเขาในการช่วยพยุง ตั้งเดือนหน้าแน่ะหมอที่ขอเอาไว้ถึงจะมา แจจุงเดินเซเล็กน้อย สองขาเล็กๆพยายามจะรับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกายเอาไว้ให้ได้ แม้จะยังไม่ดีนักแต่ก็นับว่าดีกว่าแต่ก่อนมากที่แทบจะช่วยเหลืออะไรตัวเองไม่ได้เลย
ยุนโฮหยุดเดินแล้วแต่คนตัวเล็กยังไม่หยุด แจจุงยังคงก้มมองเท้าตัวเองแล้วก้าวชิดเรื่อยๆจนหัวกลมๆชนกับอกยุนโฮ แจจุงเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะเขิน แก้มเนียนที่มีสีเรื่อน้อยๆบวกกับลมหายใจที่มีแต่ไอสีขาวปล่อยเสียงหัวเราะแหะๆออกมาเบาๆ
“หนาวไหม?”
“อื้อ”
“ให้ผมกอดไหมล่ะครับ?”
“รออยู่เลย!”
แจจุงไม่รอช้ารีบโผเข้ากอดร่างสูงในทันที แต่ด้วยความที่ยุนโฮยังไม่ทันได้ตั้งตัวแถมร่างตรงหน้ายังจงใจทิ้งน้ำหนักลงมาให้เขารับอีกต่างหาก เลยทำให้เขานอนราบไปกับพื้นหญ้าที่เริ่มปกคลุมด้วยหิมะ
“อ๊า ขอโทษนะ เจ็บหรือเปล่า?”
แจจุงในเสื้อแขนยาวและมีเสื้อไหมพรมแชนยาวตัวหนาใส่ทับอีกชั้นดูน่ารักไปอีกแบบเมื่อมองจากสายตายุนโฮที่นอนอยู่ข้างใต้นี่ ชายหนุ่มยิ้มบางแล้วเลื่อนมือขึ้นไปเอื้อมจับหมวกฮูดให้ลงมาคลุมหัวคนที่นอนทับเขาอยู่
“หิมะลงแล้วเด็กดื้อ มัวแต่เล่นเดี๋ยวก็ได้เป็นหวัดเอาหรอกครับ”
“ไม่เป็นหรอกหวัดน่ะ”
“หืม... ทำไมล่ะ?”
“นายกอดฉันอยู่ อุ่นจะตายไป ไม่เป็นหวัดหรอก” ยุนโฮหัวเราะเขินหลังจากได้ยินคำพูดน่ารักๆนั่น เขายันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วขยี้หัวคนตัวเล็กเบาๆ เสียงทุ้มเอ่ยต่อว่าแกมเอ็นดูนิดๆ
“ดื้อจริงๆ”
“อะไร? ฉันออกจะว่าง่าย ให้ทำอะไรก็ทำ เห็นไหม?”
“ทำอะไรล่ะครับ?”
“กอดนายไง”
“เกี่ยวกันตรงไหนล่ะเนี่ย”
“ก็นายบอกให้ฉันกอดนายนี่ ฉันก็กอดแล้วไง อุ่นๆๆๆๆ! หมีตัวอุ่น!!” ยุนโฮไม่รู้ว่าคนคนนี้ถนัดเถียงข้างๆคูๆเก่งขนาดนี้ไม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆอย่างยอมแพ้ ยิ้มบางก่อนกระชับเสื้อไหมพรมตัวยาวเข้ากับร่างบางอีกนิด
“ชักจะหนาวแล้วนะ เข้าข้างไปในกันดีกว่านะครับ เดี๋ยวได้ไม่สบายเอาจริงๆหรอก”
“อื้อ” ยุนโฮค่อยๆลุกขึ้นแล้วค่อยดึงคนตัวเล็กให้ลุกตาม แจจุงที่ยังใช้ขาในการทรงตัวได้ไม่ดีนักจึงออกจะเซนิดๆ ยุนโฮจึงช่วยประคองไว้แล้วพาเดินเข้าไปข้างในตัวบ้าน
.
.
.
...ใกล้กันแค่ไหน
...ยังไงก็ยังไม่มีใครเปิดเผยอะไรออกมาอยู่ดี


*

...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นแจจุงเหม่อ
...แต่การเหม่อของแจจุงครั้งนี้ดูแปลกออกไปที่แววตานั่น
...มันดูเศร้าอย่างประหลาด
“แจจุงครับ”
“...”
“...แจจุง”
“...อ๊ะ...หา? เมื่อกี้ว่าอะไรนะ???” กว่าแจจุงจะหันมาตามที่เขาเรียกได้ก็ตั้งการเรียกหนที่สองแล้ว ทั้งที่ปกติความเร็วในการตอบสนองของแจจุงจะไวเท่ากับเด็กเล็กๆ

...เหม่อจริงๆด้วย

“เปล่าครับ ผมเห็นคุณเหม่อตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” คนตัวเล็กหลบสายตาก่อนส่ายหัวช้าๆ ยุนโฮแปลกใจ แม้จะเรียกสติกลับมาได้แต่สายตานั่นยังเจือความเศร้าไว้บางๆ

...คนคนนี้เป็นอะไรไปอีกล่ะนี่?

“...นี่ คุณมีเรื่องอะไรที่บอกผมไม่ได้หรือเปล่า?”
“เห..?!” อยู่ๆแจจุงก็ร้องเสียงเอ๋อๆออกมาซะดัง หน้าตาแสดงความเอ๋อซื่ออกมาอย่างไม่มีปิดบังจยุนโฮรู้สึกขำ
“ดูทำหน้าเข้า นี่... คุณมีเรื่องอะไรหรือเปล่า??”
“..มะ.. ไม่มี ไม่มีนี่”
“ไม่มีได้ยังไง ดูสายตาคุณซะก่อน”
“..?” ไม่ได้หยุดไว้แค่คำพูด นิ้วเรียวเลื่อนขึ้นระไล้ข้างแก้มอย่างถือสิทธิ์เต็มที่ คนตัวเล็กเลื่อนสายตามองตาม สัมผัสแผ่วเบาราวกับของที่ตนจับต้องเป็นก้อนหิมะนุ่ม ที่หากออกแรงแตะกดไปเพียงนิดอาจบุบสลายได้
“สายตาคุณมันฟ้องว่าคุณมีอะไรในใจ”
“...อะไรล่ะ?”
“...คุณมีความลับกับผมหรือเปล่าเนี่ย?” ตาเรียวคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลสวยอย่างหวังเอาคำตอบ โดยที่ยังไม่ลืมหน้าที่ของนิ้วมือที่ยังคงระไล้แก้มเนียนอยู่เบาๆ จนพวงแก้มนุ่มนั้นเริ่มเรื่อสีจางๆที่ไม่ได้มาจากแรงของนิ้วมือ แต่เป็นเจ้าตัวเองที่รู้สึกเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“นั่นไง มีจริงๆด้วย” ยุนโฮว่าเรียบๆ แต่แจจุงกลับหันหน้าหนี ชายหนุ่มจึงเลื่อนนิ้วมาเชยคางมนนั่นให้หันกลับมามองหน้าเขา
“ไม่มีสักหน่อย”
“ปากแข็ง”
“ไม่แข็ง” ยุนโฮยิ้มขำกับสิ่งที่คนตัวเล็กเถียงกลับมา ...ที่พูดอย่างนี้นี่หมายถึงจะบอกว่าตัวเขาเองรู้ดีอยู่แล้วใช่ไหมว่ามันแข็งหรือมันนิ่ม...?

...น่ารักจริงว้อย

“ก็ได้ๆ... ปากนุ่ม แต่ดื้อ”
“เอ๊ะ บอกว่าไม่มีไงเล่า!”
“ก็หน้าคุณมันฟ้องอยู่ทนโท่ว่ามีนี่ครับ” หน้าสวยๆเริ่มเรื่อสีหนักขึ้น สีหน้าแจจุงดูเหมือนลำบากใจเล็กน้อย มือน้อยๆค่อยๆยกขึ้นแกะมือเขาที่ปลายคางออก
“ไม่มีจริงๆ เชื่อฉันเถอะนะ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณเป็นอะไร? ตาคุณดูเศร้ามากเลย” แจจุงหลบสายตาอีกครั้ง ตากลมๆหลุบลงแล้วเจ้าตัวก็เริ่มก้มหน้างุด
“เปล่า... เพราะหน้าหนาวมั้ง บรรยากาศมันให้นี่นา นายก็เลยอาจจะเห็นว่ามันเศร้าก็ได้ ...แต่ไม่มีอะไรจริงๆนะ ไม่มีอะไรเลย ไม่มี”
“ครับๆ... ไม่มีก็ไม่มี” ยุนโฮยิ้มบาง แอบสังเกตเห็นคนตัวเล็กทำหน้าโล่งใจ “แต่มีเรื่องที่บอกผมไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?”
“...!”

...ได้ผล สะดุ้งเฮือกเลยเว้ย

“อะไร? นี่เรื่องจริงเหรอเนี่ย? แจจุง... มีความลับอะไรอีกล่ะเด็กดื้อ??”
“อ๊า...! นายว่าฉันดื้ออีกแล้วนะ วันนี้กี่รอบแล้วเนี่ย บอกว่าไม่มีก็ไม่มีไง!”
“งั้นเหรอ…” ชายหนุ่มเหมือนจะยิ้มออกมาแวบหนึ่งให้คนมองรู้สึกหนาวๆร้อนๆเล่น ยุนโฮจัดการอุ้มแจจุงไปที่ห้องน้ำทันที
“หยุดนะ! จะทำอะไร?!”
“สอบปากคำลูกแมวดื้อ”
“ไม่น๊า...!!! ไม่เอาๆ!!! สัญญาแล้วสัญญาๆ..! ฉันจะไม่ดื้อกับนายอีกแล้ว ไม่ดื้อแล้ว ฉันจะว่าง่าย น๊า... อ๊ะ..! ไม่อ๊าว...!!!!!” พอได้ยินเสียงน้ำเปิด ลูกแมวก็เกาะเขาแน่นอย่างกลัวว่าจะถูกจับโยนลงไปในอ่างที่ยุนโฮเอื้อมมือเปิดน้ำเย็นๆรอไว้แล้ว เนื่องจากหลังๆมานี่ร่างบางเริ่มงอแงทุกครั้งที่จะต้องอาบน้ำเย็นๆในตอนเช้า เจ้าตัวร้องขอให้อากาศอุ่นขึ้นอีกนิดก่อนในช่วงสายจึงจะยอมอาบน้ำ (ซึ่งยุนโฮก็ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นหรอก ถึงขนาดยอมเปิดน้ำอุ่นอุณหภูมิสูงๆไว้รอเลยล่ะ) ร่างสูงยิ้มขำก่อนถามย้ำ
“จริงๆเหรอ?”
“อื้อ…”
“ไม่ดื้อแน่นะ?”
“อื้อ... ไม่ดื้อ”
“ทำตัวน่ารักๆนะ?”
“ปกติไม่น่ารักเหรอไง... อ๊า..!!! อย่าทำตกนะๆ!!! น้ำมันเย็น ไม่เอา!!!!!” แจจุงหันมามองหน้าเขางอนๆจนยุนโฮหลุดขำออกมาจนได้
“เอ้า... ถ้างั้นมีความลับอะไรที่บอกผมไม่ได้?”
“ไม่ใช่ว่าบอกไม่ได้ แค่...”
“แค่...?”
“... แค่... ยังบอกนายไม่ได้เท่านั้นแหล่ะ”
“ยังบอกไม่ได้?” ยุนโฮเลิกคิ้วอย่างเป็นคำถาม แจจุงเกาะเขาแน่นขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากกลัวตก เสียงหวานว่าเบาๆอย่างหวังให้เขาหายสงสัย
“ขอเวลาอีกนิดนะ ฉันสัญญา...ว่าฉันจะบอก... จะบอกนายแน่ๆความลับข้อนี้ของฉัน แล้วนายก็จะได้มันทั้งหมด แล้วก็... ฉันก็รู้ความลับของนายด้วย”

...ความลับของเขา...?
...ความลับอะไร???
...หรือว่าแจจุงจะรู้แล้ว...?
...ไม่น่า เป็นไปไม่ได้

*


หลังจากส่งคุณหนูเล็กเข้าเรียน ยูชอนก็ไม่มีหน้าที่ใดอื่นนอกจากเดินวนเวียนอยู่รอบๆนี่ โชคดีที่โรงเรียนที่จุนซูเรียนอยู่นั้นฝั่งตรงข้ามเป็นย่านร้านค้าย่อมๆที่ยังพอมีอะไรให้เดินดูได้บ้าง หลังจากสั่งลูกน้องคนอื่นๆที่ติดตามมาด้วยให้คอยดูรอบๆโรงเรียนแล้ว ยูชอนเลือกเดินเข้าไปในร้านหนังสือที่ก่อนหน้านี้เคยมากับยุนโฮแล้วครั้งหนึ่ง
ยูชอนเลือกหนังสือมานั่งที่มุมทดลองอ่าน2-3เล่ม ตาจดจ้องอยู่ที่หนังสือก็จริง แต่ความคิดกลับไม่ได้เลือกที่จะคิดตามที่อ่านไปด้วย

...ยุนโฮกับคุณแจจุง

สองคนนั้นมีภาพความสัมพันธ์ที่ชัดเจนจนถึงขนาดชัดเกินไปด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีใครยอมพูดอะไร ยังไม่มีฝ่ายไหนเป็นฝ่ายสารภาพรักก่อน แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านถึงกันอาจจะทำให้พอรู้เป็นนัยๆ
...แต่ถ้าหากรักแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ?

ชะตากรรมที่ไม่อาจจะหลบเลี่ยงได้ อาจจะเป็นสิ่งที่ยุนโฮมองข้ามไป สถานะที่สังคมอาจจะไม่ยอมรับ อีกทั้งแจจุงเป็นลูกชายคนโตของตระกูลในเวลานี้ ต้องแต่งงาน การที่จะรักและมีผู้ชายอย่างยุนโฮเคียงข้างไปตลอดนั้นคงเป็นไปไม่ได้สำหรับแจจุง

...แต่...

แววตาที่ทอดมองในทุกอิริยาบถของแจจุงด้วยความรักล้นเต็มสายตา แววตาที่ฉายประกายอ่อนโยนและเต็มตื้นด้วยความสุขเวลาที่พูดถึงคนคนนั้นของยุนโฮ มันบ่งบอกว่าเจ้าตัวรู้เรื่องนี้ดีอยู่เต็มอก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยืนยัน ยังยืนยันที่จะรักคนคนนั้นโดยที่ไม่มีความลังเลเลยสักนิด
แววตาที่มุ่งมั่นที่บอกว่ารักคนคนนั้นอย่างหมดหัวใจ แววตาที่ไม่รู้จักความลังเลเลยทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าหากรักแล้วจะต้องเจ็บปวดเท่าไหร่ หากรักนั้นไม่สามารถเป็นได้ตามที่ฝัน การหลงรักเพศเดียวกันไม่สวยงามนักหรอก

...แต่สิ่งที่เห็นนั้นต่างออกไป ทั้งแจจุงและทั้งยุนโฮ

สายตาแจจุงที่มักจะมองหาร่างสูงโดยที่ไม่รู้ตัวเสมอๆ เมื่อพบว่าเจ้าตัวอยู่ใกล้ๆก็ยิ้มร่าเหมือนกับว่าได้ของถูกใจ พอห่างตาไปก็ทำหน้าเหมือนกับว่าวันนี้ช่างน่าเบื่อและยาวนาน หยาดน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะแคร์ในทุกๆความรู้สึกของอีกฝ่าย

...สองคนนี้รักกันมาก ใครดูก็รู้
...ทั้งคู่มีความกล้าหาญที่เขาไม่มี

ยูชอนไม่อยากยอมรับว่ากลัวใจตัวเอง กลัวว่าจะหลงรักคุณหนูเล็กจุนซูจริงๆเข้าในสักวัน หากยังอยู่ใกล้... วันหนึ่งเขาต้องเป็นเหมือนยุนโฮแน่ ไม่ช้าก็เร็ว

...ไม่ช้าก็เร็วที่หัวใจนี้จะถูกช่วงชิง
...ถูกใบหน้าอ่อนใสนั้นช่วงชิงไป
...จะทำยังไงถ้าหัวใจนี้ยังไม่พร้อมขนาดนั้น
...เขายังไม่มีความกล้าที่จะรักอย่างที่สองคนนั้นมีสักนิด
…จะต้องทำยังไงถึงจะห้ามหัวใจนี้ได้
...จะทำยังไงถึงจะไม่รักคุณ...? ...จุนซู


*

“กลับมาแล้ว...”
“ชู่ว~”
ถึงแม้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแต่ก็รู้ว่าเพื่อนของเขายืนอยู่หน้าห้องถัดไป แต่เสียงที่ตอบกลับเสียงทักทายของเขาทำให้ยูชอนต้องหันไปมองเพื่อนรักงงๆ ยุนโฮทำลับๆล่อๆอยู่หน้าห้องนายน้อยคนสวย จริงๆแล้วถ้าเห็นอาการบ้าบอแบบนี้ยูชอนก็ไม่ได้อยากจะทักสักเท่าไหร่ แต่เนื่องจากมาส่งจุนซูเข้าห้องไปก็เห็นหมีนี่ยืนอยู่ที่ประตูของอีกห้องถัดไป ทักสักหน่อยคงไม่เสียหาย
“ทำอะไรของนาย?”
“สืบ”
“สืบอะไร?”
“แจจุงน่ะสิ ยัยนั่นมีความลับกับฉัน ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องรู้ให้ได้” เสียงยุนโฮฟังดูจริงจังทั้งที่ไม่เข้ากันกับเรื่องที่เขาตอบออกมาเลยสักนิด ยูชอนรู้สึกหมั่นไส้ทั้งๆที่หมีนี่ไม่ผิด มิกกี้เม้าส์จึงแกล้งเตะขาหมีแรงๆ
“งานการมีไม่ทำ ไอ้บ้าห้าร้อยที่ไหนเค้ามาสอดแนมชาวบ้านกันมั่งวะ”
“ก็บอกว่าสืบอยู่”
“แต่ท่าทางมันไม่ใช่ว้อย ไอ้ท่าทางแบบนี้เค้าเรียกว่าถ้ำมอง” ยุนโฮหันมามองเพื่อนที่เข้ามาขัดขวางการสืบของเขา (ที่จริงก็เรียกว่าการสืบไม่ได้หรอก เพราะไม่ได้วางแผนอะไรเอาไว้เลย เขาลองปล่อยแจจุงอยู่คนเดียวในห้องบ่อยๆเผื่อแจจุงจะเผลอพูดอะไรออกมาคนเดียวบ้าง แต่คนดีๆที่ไหนเขาจะมานั่งพูดคนเดียวกันล่ะ...?) แต่พอเขาลองนึกถึงสภาพของตัวเองที่เพื่อนกำลังมองอยู่ขึ้นมา ยุนโฮก็กลับมายืนแบบปกติเหมือนเดิมทันที
“เออ จริงสิยูชอน ฉันมีเรื่องจะพูดนิดหน่อย มาด้วยกันหน่อยสิ” ยูชอนได้ยินเพื่อนรักเขาพูดดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างสงสัย ก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมๆกับพยักหน้าช้าๆ...

...ลงบอกมารูปนี้ ไม่พ้นปัญหาหัวใจหมีนี่แหงๆ

*

แจจุงได้ยินเสียงคนคุยกันที่หน้าประตูห้องก่อนจะเงียบเสียงลงไปอีกพักใหญ่ๆ นั่นทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าน้องชายของเขากลับมาจากโรงเรียนแล้ว
...แจจุงไม่เคยไปโรงเรียนมาก่อน ถึงแม้เขาจะเคยไปที่โรงเรียนของยองอุง แต่นั่นก็เป็นเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นเขาก็พบกับอาการป่วยอย่างรุนแรง ...จากการป่วยครั้งนั้นเองที่ทำให้ยองอุงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ความทรงจำที่ไหลย้อนขึ้นมาอีกทำให้แจจุงสะบัดหัวแรงๆเสียทีหนึ่งเพื่อขับไล่มันออกไป ก่อนจะยิ้มให้กับสมุดจดภาษาญี่ปุ่นที่ยุนโฮสอนให้ในมือตัวเอง แจจุงเอาสมุดเล่มนั้นมากอดแนบอกแล้วพูดออกมาเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ
“ฉันรักนายนะ ชองยุนโฮ”

ก็อก!

“อ๊ะ เข้ามาสิ” แจจุงหันไปมองประตูเนื่องจากเสียงเคาะเมื่อครู่ จุนซูโผล่หน้ากลมๆเข้ามามองก่อนยิ้มแหะๆให้พี่ชาย ก่อนเดินเข้ามานั่งลงข้างๆเตียง
“พี่ฮะ... เอ่อ คุณยุนโฮล่ะ?”
“ออกไปตั้งนานแล้วล่ะ มีอะไรเหรอ?” แจจุงมองหน้าน้องชายคนสำคัญ จุนซูอ้ำอึ้งไม่ยอมพูดอะไร คนเป็นพี่ชายมองกิริยาของน้องชายตรงหน้างงๆ ก่อนเอ่ยปากถาม
“มีอะไรหรือเปล่าจุนซู?”
“เอ่อ...”
“ถ้ามีเรื่องจะพูดกับยุนโฮเดี๋ยวพี่เรียกเขาให้ก็ได้ คิดว่าเขาคงอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้นักหรอก”
“ไม่ใช่หรอกฮะ พูดกับพี่แหล่ะถูกแล้ว” แจจุงเอียงคออย่างเป็นคำถาม สังเกตเห็นหน้าน้องชายเริ่มเรื่อสีจาง นั่นยิ่งทำให้แจจุงงงหนักเข้าไปอีก
“เราเป็นอะไรของเราน่ะ เรียกยูชอนให้เอาไหม?”
“พี่... ชอบคุณยุนโฮใช่ไหมล่ะครับ...?” คำถามของจุนซูทำเอาแจจุงนิ่งไป หน้าขาวๆเริ่มฉีดสีเรื่อสวย ...จุนซูสังเกตเห็นว่าระยะเวลากว่า 4 เดือนที่ผ่านมานี้แจจุงมีอะไรเปลี่ยนไปหลายอย่าง ไหนจะช่างพูดช่างจามากขึ้น ยิ้มหัวเราะมากขึ้น แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกมากขึ้น ไปจนถึง...น่ารักขึ้น

...ตั้งแต่มีคนที่ชื่อชองยุนโฮโผล่เข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิต

“เอ่อ...” แจจุงกลับเป็นฝ่ายอ้ำอึ้งต่อจากจุนซู ใบหน้าหวานก้มงุดคางแทบชิดอก
“ตอบสิ... ผมอยากรู้จะตายอยู่แล้วนะ พี่ชอบเขาหรือเปล่า?” แก้มแดงๆของแจจุงเรียกสายตาสงสัยจากจุนซูได้มากที่สุด แก้มเรื่อแดงจากความเขินอายอย่างน่ารักน่ามอง พี่ชายของเขาดูสวยกว่าใครอื่นที่เขาเคยพบเจอมาในชีวิต แจจุงยังคงนิ่งเขินอยู่อย่างนั้น แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาพบกับแววตาจริงจังและอยากรู้ของน้องชาย ในทุกสุดคนหน้าหวานก็ยอมพูดออกมา
“อื้อ ... ชะ... ชอบ”
“ชอบมากกว่าทุกๆคนเลยใช่ไหมฮะ?”
“อื้อ”
“มากกว่าพี่ยองอุง?”
“อื้อ... มากกว่า”
“แล้วพี่ก็รักเขาด้วยใช่หรือเปล่าฮะ?”
“อื้อ... พี่รัก ...รักยุนโฮ” จุนซูนิ่งไป แจจุงเห็นอาการแปลกๆของน้องชายอย่างนี้แล้วรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย มือเล็กเอื้อมไปแตะข้างแก้มพร้อมกับลูบเบาๆ
“จุนซู เป็นอะไรหรือเปล่า?” แจจุงถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นน้องชายเงียบไป
“เจ็บตรงไหนเหรอ? จุนซู บอกพี่สิ” ยังไม่ทันที่พี่ชายจะพูดจบดี แจจุงก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของน้องชายทั้งตัว จุนซูกอดแจจุงแน่น ก่อนจะตามมาด้วยแรงสะอื้น แจจุงตกใจที่อยู่น้องชายก็กอดเขาแล้วร้องไห้ออกมา
“จุนซู เป็นอะไร??”
“ผมดีใจฮะพี่ ในที่สุดพี่ก็รักเขา พี่เข้าใจแล้วใช่ไหมว่ามันต่างจากความรักของพี่ยองอุง”
“อื้อ มันเป็นความรู้สึกที่ต่างกัน”
“แล้วพี่รักใครมากกว่ากันฮะ?” แจจุงได้ยินคำถามของน้อยชายก็ยิ้มออกมา
“ถามบ้าๆ พี่ก็รักยุนโฮสิ ...จริงๆแล้วที่ผ่านมาพี่อาจจะไม่ได้รักยองอุงเลยด้วยซ้ำ แต่พี่ก็เข้าใจว่าเขารักพี่ ถึงพี่จะรักยองอุง มันก็คงไม่มากไปกว่าพี่น้องฝาแฝดน่ะนะ” จุนซูคลายกอดแล้วมองหน้าพี่ชายคนสวย.. ที่ต้องเรียกได้ว่าสวยขึ้นอย่างมากมาย เขาไม่ได้มองหน้าพี่ชายชัดๆมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่หลังจากการเสียชีวิตของยองอุงก็ไม่เคยมองหน้ากันติดสักเท่าไหร่
“พี่เป็นอิสระจากเขาแล้วล่ะ ถึงตอนนี้พี่ก็เข้าใจแล้วว่าความรู้สึกเจ็บแปลบๆข้างในมันหมายถึงอะไร”
“พี่รู้ได้เองเหรอฮะ?” คนเป็นพี่ชายส่ายหน้าช้าๆ พลางเอื้อมไปหยิบสมุดจดภาษาญี่ปุ่นที่ตั้งใจแปลเพลงเอาไว้ในนั้นส่งให้จุนซูอ่าน
“เขาสอนพี่ต่างหาก” จุนซูยิ้มกว้างรับยิ้มจากแจจุงที่ยิ้มให้ก่อน จากนั้นสองพี่น้องก็คุยกันเรื่อยเปื่อย นินทาผู้ดูแลของตัวเองบ้างอะไรบ้าง เสียงหัวเราะน่ารักอวลขึ้นในห้องกว้างๆของแจจุง
สุดท้ายของบทสนทนา ก่อนที่จุนซูจะเดินออกจากห้องไป แจจุงรั้งน้องชายเอาไว้ก่อน
“นี่... เรารู้แล้วต้องเก็บเป็นความลับนะ อย่าเพิ่งบอกเขาล่ะ ชางมินกำชับพี่เอาไว้”

...ความลับของแจจุงมีคนรู้เพิ่มขึ้นแล้ว

*


ยุนโฮยืนมองเพื่อนรักนั่งทำตาใสไม่รู้เรื่อง พลางคิดว่าจะเอายังไงกับไอ้เพื่อนบ้านี่ดี ...จะฆ่ามันดีไหม? หรือจะทรมานมันไปเรื่อยๆดี? เอาอย่างนี้ดีกว่า... แจ้นไปบอกคุณหนูเล็กของมันว่ามันแอบรักเขาอยู่

...บอกว่าจะคุยกับมัน
...แล้วมันลากชางมินมาด้วยทำไม?
...ไอ้เพื่อนบ้า!!!

“มีอะไรจะพูดก็ว่ามาสิ?” ยุนโฮหันมองเพื่อนรักเอือมๆ ก่อนจะก้าวไปหยิบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คกับกระเป๋าสะพายของตัวเองมานั่งลงที่โต๊ะ
“ฉันมีเรื่องที่อยากให้พวกนายรู้เอาไว้” จากคำพูดของยุนโฮ ชางมินรู้ตัวว่าจริงๆแล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย แต่เมื่อได้ยินคำว่าพวกนายจากปากของรุ่นพี่คนนี้แล้ว เขารับรู้ว่าผู้ชายอบอุ่นคนนี้ยอมรับเขาไม่ว่าจะในสถานะใดๆ ไม่แบ่งแยกรุ่นพี่รุ่นน้อง แม้ว่าในตอนแรกเขาเองจะรู้ดีว่ารุ่นพี่คนนี้ไม่ค่อยชอบเขาสักเท่าไหร่ เด็กหนุ่มรู้สึกขอบคุณยุนโฮอยู่ลึกๆ
ยูชอนมองการกระทำของเพื่อนงงๆ พลางหยิบห่อหนังที่ยุนโฮหยิบออกมาวางขึ้นดู เมื่อรู้สึกว่าปลายนิ้วสัมผัสกับอะไรบางอย่างจึงออกปากถามทันที
“ยุนโฮ... ในห่อนี่มันอะไร?”
“ไอ้นั่นน่ะจับระวังๆหน่อยแล้วกัน ถ้ามันลั่นขึ้นมาล่ะเป็นเรื่องแน่” ยุนโฮตอบพลางมองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค คีย์รหัสบางอย่างเข้าไปก่อนหันกลับมาหาเพื่อนทั้งสอง
“ฉันคิดว่าพวกนายสมควรรู้เอาไว้ แล้วก็อย่าบอกให้ใครรู้ ถ้าจะบอก... ขอให้ฉันเป็นคนบอกด้วยตัวเอง”
“นายมีความลับเหรอยุนโฮ?” ยูชอนรู้สึกโกรธเล็กน้อยจากคำพูดของเพื่อนรัก ทั้งๆที่เขาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดแล้วในเวลานี้ ไอ้หมีบ้าดันมีความลับกับเขาซะได้
“ขอโทษน่า ฉันกำลังจะบอกนี่ล่ะ” ยุนโฮพูดพลางหันหน้าจอมาให้ยูชอนกับชางมินดู หน้าจอปรากฏหน้าเว็บไซต์ขององกรณ์ตำรวจสากล ICPO และในเพจของข้อมูลตำรวจพิเศษก็ปรากฏโปรไฟล์ของคนที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าพวกเขา

...คานาตะ โนวากิ หรือ ชองยุนโฮ...
...ตำรวจพิเศษแห่ง ICPO...

“พี่เป็นตำรวจ...?”
“ใช่...”
“เดี๋ยวนะ... ถ้าอย่างนั้นที่พี่เข้ามาที่นี่ก็เพราะจะมาสืบคดีอย่างนั้นเหรอ?”
“ไม่เชิงอย่างนั้น พอดีฉันได้รับคำสั่งให้สืบคดีหลังจากที่เขามาในบ้านหลังนี้แล้ว” ชางมินได้ยินดังนั้นก็หน้าเสียทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง ...ยุนโฮมองหน้าเด็กหนุ่มรุ่นน้องแล้วรู้สึกว่ากำลังเข้าใจผิดอะไรบางอย่างอยู่ ชายหนุ่มไม่พูดแก้ตัวอย่างเคย แต่กลับมีสีหน้าจริงจัง และปล่อยให้รุ่นน้องคนนี้ระบายคำถามอย่างเต็มที่
“พี่คิดอะไรของพี่น่ะ?! ผมนึกสงสัยอยู่แล้วว่าทำไมพี่ถึงพยายามจะถามข้อมูลของพวกพ่อ ที่แท้ก็...”
“มันจำเป็นชางมิน”
“แล้วนี่พี่คงจะถามข้อมูลจากคุณแจจุงด้วยสินะ? พี่จะขายเขาเหรอ? พี่จะขายเขาจริงๆเหรอครับ? พี่ไม่ได้รักเขาเลยเหรอ?!”
ยูชอนลูบหลังชางมินที่ตอนนี้โกรธจนหน้าแดง ...โกรธที่รุ่นพี่คนนี้ไม่เคยบอกความจริงให้พวกเขารู้เลย โกรธที่ใบหน้ายิ้มๆแสนอ่อนโยนที่นายน้อยคนสวยนั่นหลงรักกลับกำลังจะทำร้ายคนคนนั้น...

...คนที่เพิ่งจะยิ้มได้เมื่อมีคนคนนี้อยู่ข้างกาย
...กำลังจะทำร้ายคนคนนั้นอย่างนั้นเหรอ?

“ความรู้สึกไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นกันได้นะครับ พี่คิดอะไรของพี่ ทำให้คนคนนั้นรักแล้วกลับจะขายเขา พี่เป็นคนรู้เรื่องนี้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอว่าเขาเคยเจ็บปวดมาเท่าไหร่ ผมขอร้องล่ะครับ ถ้าพี่ไม่รักเขาผมขอให้พี่หยุด ผมขอร้อง” ยุนโฮมองสิ่งที่รุ่นน้องคนนี้พูดออกมาอย่างตกใจนิดๆ เขาไม่คิดว่านอกจากยูชอนแล้วจะมีคนอื่นที่รู้ว่าเขารักแจจุง ชายหนุ่มยิ้มแห้งแล้วพยายามจะอธิบายว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มคิดนั้นเป็นการเข้าใจเจตนาของเขาผิด
“ไอ้บ้า.. ฉันรักแจจุงนะ ความรู้สึกนี้เป็นของจริง ฉันรักเขาจริงๆ เรื่องงานก็ส่วนเรื่องงานสิ เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวฉันไม่เอามาปนกันอยู่แล้ว ...มันเป็นของจริงชางมิน ฉันไม่คิดจะขายเขาเลยแม้แต่น้อย ฉันกำลังปกป้องเขา”
“พี่สืบเรื่องอะไร?”
“...เรื่องธุรกิจและองกรณ์ลับของตระกูลคิม ICPO บอกว่ามันเจริญเติบโตผิดรูปแบบ มันเร็วเกินไป เงินหมุนภายในองกรณ์มีมากกว่าพันล้านวอน แถมมากขึ้นๆขึ้นทุกเดือน เดือนหนึ่งไม่ตกกว่าสิบยี่สิบล้านวอน ไม่คิดว่ามันน่าสงสัยเหรอไง?” ชางมินมองหน้ายุนโฮสลับกับยูชอน ปรับลมหายใจให้สงบขึ้นแล้วค่อยๆพูด
“ผมขอโทษครับพี่ยุนโฮ...”
“ช่างเหอะ เป็นใครที่รู้เรื่องนี่เค้าก็ต้องคิดแบบนายทั้งนั้น แต่ฉันขอยืนยัน ยังไงฉันก็รักแจจุงจริงๆ รักแบบที่ไม่เคยรู้สึกรักใครมากเท่านี้มาก่อน และก็ไม่รู้ว่าหากต้องรักคนอื่นจะรักได้มากเท่ากับที่รักแจจุงหรือเปล่า ฉันหยุดทุกอย่างไว้ที่เขาแล้ว ตอนนี้จะอยู่หรือตายก็ไม่สำคัญหรอก ถึงได้กล้าบอกเรื่องที่ฉันเป็นตำรวจให้พวกนายรู้ เพราะความเป็นความตายคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะโดนเก็บเมื่อไหร่ ถึงโดนยิงตัวพรุนยังไงคงไม่มีวันโดนเข้าไปถึงหัวใจของฉันแน่ เพราะหัวใจฉันอยู่ที่แจจุง ฉันรักแจจุง อาจจะเรียกได้ว่าทั้งรักทั้งหลงเลยก็ได้ ฉันตัดสินใจว่าจะเป็นโลกใบใหม่ให้เขาแล้วยังไงก็ถอยหลังกลับไม่ได้ และจะทำร้ายเขาอย่างที่คิมยองอุงทำกับเขาไม่ได้” สิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวช่างเป็นวาจาที่หนักแน่นและหนักหนาราวกับหินผา มั่นคง ...แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องแบกรับ คนคนนี้จริงจังมากกว่าที่เขาคิด ชางมินถอนหายใจเฮือก ค่อยๆเปิดห่อหนังที่วางอยู่กับโต๊ะออกดู ป้ายตราตำรวจพิเศษและปืนพก...

...ชองยุนโฮเสี่ยงขนาดนี้เลยเหรอ?

“พี่ยุนโฮ...ถ้ามีอะไรที่พวกเราช่วยพี่ได้ พวกเราเต็มใจจะช่วยนะครับ”
“ใช่... มีอะไรก็ว่ามาเลย พวกเราจะช่วยนายเต็มที่ นายเสี่ยงขนาดนี้ นายท่านไม่รู้ดีแค่ไหนแล้ว อย่าคิดทำอะไรคนเดียวนะ นายมีพวกเราอยู่ ถึงยังไงก็นึกถึงแจจุงเข้าไว้ นายมีแจจุง” ยุนโฮยิ้มกว้างพลางพยักหน้าเชิงขอบใจที่เพื่อนรักทั้งสองเข้าใจถึงหน้าที่ของเขา แล้วอยู่ๆยุนโฮก็ทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“เออนี่... ถามอะไรหน่อยสิ”
“?”
“ยัยนั่น... แจจุงน่ะ หมู่นี้มีความลับอะไรรึเปล่า?”
“หา?”
“ก็อย่างที่บอกนายไปแล้วน่ะยูชอน ยัยนั่นมีความลับกับฉัน มันก็ไม่เชิงลับเท่าไหร่หรอกนะ แจจุงบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ยังบอกฉันไม่ได้ แถมระยะนี่ดูเหม่อๆด้วย ไม่รู้เป็นอะไรรึเปล่า” ได้ยินดังนั้นชางมินก็แอบกลั้นหัวเราะ แน่นอนว่าเขาเป็นคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด ...แต่ถ้าบอกก็ไม่สนุกน่ะสิ
“พอจะรู้อะไรบ้างไหม?”
“พี่ยุนโฮควรจะรอนะครับ เดี๋ยวเขาก็จะบอกพี่เองนั่นแหล่ะ”
“เมื่อไหร่กันเล่า ฉันอยากรู้จะตายอยู่แล้ว”
“ไม่นานนักหรอกครับ ผมว่าเร็วๆนี้แหล่ะ ถ้าเขาพร้อม เขาจะบอกพี่เอง ตอนนี้ขอเวลาให้เขาได้คิดสักหน่อยเถอะครับ” ยุนโฮลอบถอนหายใจ เขานึกอยู่แล้วเชียวว่าชางมินจะต้องรู้
“ถ้าไม่คิดจนมากเกินก็ดีน่ะสิ...”
“ไม่มากเกินหรอกครับ ให้เวลาเขาเยอะๆเลยยิ่งดี ระหว่างนี้ก็อยู่ข้างๆเขาให้มากๆนะครับ” เด็กหนุ่มตบ่าของยุนโฮเบาๆเหมือนเป็นการปลอบใจ ยูชอนมองหน้าชางมินอย่างรู้แผนการของรุ่นน้องคนนี้ดี...

...เอาไว้ว่างๆ
...จะลองถามๆแนวทางรุกจุนซูจากชางมินดูบ้างแล้วกัน

*

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... ยังมีเจ้าหญิงแสนสวยถูกขังอยู่ในหอคอยไกลโพ้น... โดยฝีมือของแม่มดร้าย... รอวันที่จะมีใครสักคนผ่านเข้ามา... จะเทวทูตในชุดดำหรือเจ้าชายขี่ม้าขาวงามสง่า... จะใครก็ได้... ที่จะช่วยสอนให้เจ้าหญิงรู้จักโลกภายนอก... ที่จะสอนให้เจ้าหญิงรู้จักความรักที่แท้จริง”
“ยุนโฮ... พอเถอะ” เสียงเล็กๆจากคนข้างตัวว่าขึ้นเบาๆ เมื่อยุนโฮหันไปมองก็พบว่าแจจุงมีสีหน้าที่บ่งบอกว่าง่วงเต็มทนแล้ว ตาคู่สวยปรือหรี่ลงมองเขา
“ง่วงแล้วล่ะสิเนี่ย?”
“อื้อ”
“โอเคครับ ถ้าอย่างนั้นก็นอนเถอะนะ”
“นอนด้วยกันนะ” ยุนโฮไม่ขัดคำอ้อนนั้น เพราะตั้งแต่คืนที่นอนด้วยกันตอนเห็นเจ้าเหมียว 5 ตัวนั่นแล้ว เขาก็ต้องนอนกับแจจุงทุกคืน เพื่อความสบายใจของทั้งตัวเขาเองและแจจุง
แจจุงซุกหน้าเจ้ากับออกกว้างของคนข้างๆ มือเล็กลอดใต้แขนแข็งแรงไปโอบด้านหลัง ยุนโฮมองพฤติกรรมน่ารักนั่นจนเรียบร้อยดีแล้วจึงเอื้อมมือขึ้นปิดไฟที่หัวเตียง
“แจจุง...”
“หือ...?”
“เมื่อไหร่กันที่ผมเรียกชื่อคุณเฉยๆได้?”
“อืม... ไม่รู้สิ นายก็เรียกฉันอย่างนี้ตั้งนานแล้วนี่ ฉันจำไม่ได้หรอก”
“อย่างนั้นเหรอ...” เมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืดในห้องได้แล้ว ยุนโฮมองใบหน้าๆเล็กๆที่หลับตาพริ้มน่ารัก ก่อนเริ่มเปิดปากถามอีกรอบ
“แจจุง...”
“อะไรเหรอ?”
“เมื่อไหร่คุณจะบอกผมสักทีล่ะว่าความลับของคุณมันคืออะไรกันแน่?” แจจุงเงยหน้าขึ้นมามองหน้าเขา ถึงแม้จะอยู่ในความมืดด้วยกันทั้งคู่ ยุนโฮกลับเห็นความน่ารักเด่นชัดไม่แพ้ยามกลางวันหรือยามที่แสงสว่างส่องชัดเจน
“อยากรู้จริงๆเหรอ?”
“ครับ”
“งั้นขอนอนก่อนนะ กอดฉันแน่นๆด้วย แล้วพร้อมแล้วฉันจะบอก” แล้วซุกหน้าลงไปเหมือนเดิมโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ประท้วง ยุนโฮลอบถอนหายใจก่อนยิ้มออกมาบางๆ
“ฝันดีนะครับเจ้าหญิง”

...เมื่อไหร่จะได้รู้ความจริงจากปากเธอ
...แจจุง

*


วันนี้เขาก็ยังคงสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับแจจุงอยู่เหมือนเคย จริงๆแล้วร่างบางนี่ก็หัวไวเหลือเชื่อ แจจุงสามารถจำประโยคและคำง่ายๆบางคำได้ จึงนับว่ารวดเร็วมากที่ระยะเวลาเพียง 4 เดือนกว่าเพียงเท่านี้แจจุงจะสามารถใช้ความรู้ที่เขาสอนให้แปลเพลงได้เกือบทั้งเพลงแล้ว
ยุนโฮยังคงจ้องมองแจจุงไม่วางตา รอคอยเวลาที่กลีบปากอิ่มสวยนั่นจะบอกความจริงแก่เขาสักที ความลับที่เขาสงสัยมาหลายวันแล้ว เจ้าตัวก็ยังคงอิดออดไม่ยอมบอกกับเขาเสียที เขาไม่ต้องการที่จะหงุดหงิดมากไปกว่านี้
“แจจุง”
“...”
“แจจุง…” ร่างบางยังนิ่งเฉย สายตายังคงจับจ้องไปที่สมุดจด พร้อมกับเสียบหูฟัง IPodของเขาเอาไว้ที่หูอีกต่างหาก

...ได้ยินที่เขาเรียกก็แปลกแล้ว ยัยบ๊องเอ๊ย

แจจุงดูจะไม่สนใจอะไรอื่นนอกจากการแปลเพลงต่อ ขณะนี้แจจุงเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นจากยุนโฮไปได้มากพอที่จะสร้างบทสนทนาสั้นๆได้ และกำลังสนุกที่จะแปลความหมายที่เข้าใจได้ง่ายๆ
ยุนโฮถือโอกาสนี้มองใบหน้าสวยนั้นอย่างพินิจ แสงสว่างที่สาดเข้ามาเนื่องด้วยเจ้าตัวนั่งติดกับหน้าต่าง เหมือนจะทำให้รอบๆนั้นเกิดประกายกระจ่างขึ้น แสงแดดอ่อนๆที่ไล้ระลงบนเรือนผมสีดำ ดวงตากลมโตหลุบลงมองสมุดจด กลีบปากบางขยับเอ่ยถ้อยตามเพลง ดวงหน้าขาวใส ผิวแก้มระเรื่อสีอ่อนตามอุณหภูมิของร่างกาย ร่างบางนี้ดูสวยน่ารักมากขึ้นยามอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง
ยุนโฮรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์แวบหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าร่างบางที่ตนจ้องอยู่เมื่อครู่ได้คลานมานั่งใกล้ๆ เอาหัวกลมๆพิงกับแขนเขา ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาแปลเพลงต่อไป ยุนโฮมองการกระทำหน้าน่ารักนั้นโดยปล่อยให้เป็นไปโดยไม่คิดประท้วง สักพักจึงค่อยๆแกะหูฟังที่หูร่างบางออกข้างหนึ่งไปไว้ที่หูตัวเอง

...ขอบคุณมากแม่คุณ
...แปล Eternal แล้วไหงไปฟัง Usher ได้ล่ะเนี่ย?

“แปลถึงไหนแล้วล่ะครับ?”
“ใกล้เสร็จแล้วล่ะ” ...หัวใจยุนโฮพองโต นั่นแปลว่าเวลาที่เขากำลังจะได้บอกรักกับคนคนนี้เต็มๆปากใกล้มาถึงแล้ว เวลาที่จะชี้ว่าเขาจะอยู่หรือจะไปจากร่างบางแสนสวยนี้ใกล้มาถึง

...หลังจากที่พวกนั้นรู้เรื่องแล้ว
...ถ้าเขาตกลง เราจะทิ้งเขาไปไม่ได้
...ถ้าเขาปฏิเสธ เราจะเป็นฝ่ายไปและทำงานของเราไปตามหน้าที่

“นี่ยุนโฮ” เสียงใสร้องเรียกเขา เมื่อยุนโฮหันไปก็พบกับวงตาใสๆที่ช้อนมองเขามาก่อนแล้ว เมื่อร่างบางรู้ว่าชายหนุ่มหันมาแล้วก็ขยับตัวเข้ามาหาทันที
“คำว่าชอบกับรักต่างกันยังไง?” หลังจากได้ยินคำถาม ยุนโฮออกจะงงๆเล็กน้อยแต่ก็ไม่คิดติดใจอะไร
“ถ้าชอบก็ใช้คำว่า ซึคิ ถ้ารักก็ ไอ”
“อื้อ...ขอบใจนะที่สอน” ยุนโฮยิ้มบาง ...ขอคิดเข้าข้างเป็นสอนให้คุณรู้จักคำว่ารักได้ไหมแจจุง...? เจ้าของดวงตาเรียวยังคงมองแจจุงขีดๆเขียนๆลงในสมุด สักพักร่างบางก็เอ่ยเรียกเขาอีก
“นี่ยุนโฮ”
“ครับ..?”
“หลังจากแปลเพลงเสร็จแล้ว นายมีอะไรจะบอกฉันหรือเปล่า?”
“เอ่อ...” ยุนโฮนิ่งคิดนิดหนึ่ง ในใจรู้สึกเหมือนว่าแจจุงรู้ทันเขาก่อนจะตอบรับออกมา “มีครับ”
“นี่ ถ้าฉันแปลเสร็จแล้ว มีรางวัลหรือเปล่า?”
“...?”
“นี่ ขอรางวัลด้วยนะ”
“จะเอาอะไรล่ะครับ?” ยุนโฮยิ้มกว้างเมื่อเห็นคนน่ารักอ้อนขอรางวัลหลังแปลเพลงเสร็จ แจจุงนิ่งคิดนิ่งหนึ่ง ก่อนยิ้มกว้างแล้วมากอดแขนเขาไว้
“ขอให้นายอยู่กับฉันตลอดไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

…แจจุงเป็นคนสวยที่ดื้อ และขี้โกงที่สุด
...ขอล่วงหน้าดักไว้ก่อน
…แล้วอย่างนี้จะไปไหนได้?

*


ก๊อก!

“ขอเวลาครู่หนึ่งนะครับเจ้าหญิงน้อย”
แจจุงเงยหน้าขึ้นมอง ชางมินโผล่หน้ามาจากหลังประตูก่อนเดินตรงมาหาแล้วนั่งลงข้างๆ แจจุงยิ้มกว้างตอบชางมิน วันนี้เจ้าหญิงน้อยของรุ่นพี่คนนั้นดูจะร่าเริงมากเป็นพิเศษ
“พี่ยุนโฮบอกแล้วเหรอครับ?” แจจุงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ชางมินเปลี่ยนสรรพนามจากคุณเป็นพี่แต่ก็ไม่คิดจะถามอะไร แจจุงเอียงคออย่างสงสัยในสิ่งที่เด็กหนุ่มถามเขา
“เอ่อ... เรื่องนั้นน่ะครับ”
“เรื่อง?”
“...รัก...ไม่รัก” ชางมินพูดเสียงเบา เขาเองก็กระดากเหมือนกันที่ต้องพูดเรื่องนี้ แต่แจจุงดูจะมีปฏิกิริยาอย่างมาก เพราะหน้าสวยๆอยู่ๆก็ฉีดสีเข้มทันทีที่ได้ยินคำพูดเขา แจจุงส่ายหน้าช้าๆก่อนตอบเสียงเบาเช่นกัน
“...ยังหรอก...”
“ทึ่มชะมัดเลย พี่ยุนโฮทำผมหงุดหงิดนะเนี่ย” แจจุงยิ้มขำท่าทางของชางมิน ชางมินรู้สึกขัดใจเล็กน้อยก่อนหันมาเล่นงานคนตัวเล็กต่อ
“แล้วคุณล่ะ บอกเขาไปหรือยังครับ?”
“เอ๊ะ...”
“นี่อย่าบอกนะว่ายัง...?”
“อื้อ... ยัง” ชางมินกุมขมับ ประมาณว่าจะบ้าตาย ...ทำไมถึงได้ทึ่มกันยกทีมขนาดนี้ ไหนจะรุ่นพี่หมีคนนั้น เจ้าหญิงน้อยก็อีกคน ไม่นับอีกสองคนที่ทั้งเซ่อทั้งทึ่มพอกัน
“แล้วจะบอกเมื่อไหร่เหรอครับ?”
“คืนนี้แหล่ะ” น้ำเสียงจริงจังเอ่ยตอบ ชางมินดูอึ้งๆเล็กน้อย แต่เขาก็แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฟังผิด
“คืนนี้...?”
“ก็ฉันแปลไอ้นี่เสร็จแล้วอ้ะ” นายน้อยคนสวยว่าพลางส่งสมุดให้ชางมินอ่าน เพลง Eternal ที่ทุ่มทั้งหัวใจแปลออกมาเสร็จสมบูรณ์ ชางมินยิ้มกว้าง
“น่ารักชะมัดเลยคุณนี่” ชางมินเอ่ยชม แต่แจจุงกลับไม่เขินเท่าที่ยุนโฮชมมากกว่า แจจุงรับสมุดกลับมาเขียนต่อ ชางมินมองการเคลื่อนไหวน่ารักนั้นพลางยิ้มกว้าง
“ขอให้สำเร็จนะครับ”
“ขอบใจนะชางมิน ...แล้วก็... ขอบใจสำหรับทุกอย่าง ทุกเรื่องที่นายสอนฉัน”
“ไม่ใช่ผมหรอกที่สอนคุณ พี่ยุนโฮต่างหาก” ชางมินยิ้มให้อย่างเคย แจจุงอดยิ้มเขินไม่ได้เมื่อนึกถึงสิ่งที่ยุนโฮสอนในวันนี้
“...นั่นสินะ...”

...เขาสอนให้รัก
...ให้รู้สึกรัก
...แล้วยังเมื่อบ่ายก็สอนอีก
...สอนให้รู้จักคำว่ารัก

คำว่า ไอ

...อบอุ่นเหลือเกิน

*

ยุนโฮถอดแว่นออกพลางบิดขี้เกียจหลังจากที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมาเป็นเวลานานตั้งแต่เมื่อเย็น เขาได้ให้ชางมินไปดูเจ้าหญิงน้อยของเขาแทน แต่ยังอดห่วงไม่ได้ว่าคนคนนั้นจะแผลงฤทธิ์ดื้ออีกหรือเปล่า
ยุนโฮจัดเสื้อเชิ้ตสีดำที่ใส่อยู่ให้ดูเรียบร้อยก่อน ปกติเขาเองก็มักจะใส่สีนี้อยู่แล้วจึงไม่มีความหมายพิเศษอะไร ...แต่เมื่อหลังจากเข้าไปในห้องของแจจุง เมื่อเห็นร่างบางที่นั่งอ่านอะไรอยู่บนเตียงพลางเสียบหูฟังเอาไว้ ยุนโฮรู้สึกเหมือนสีดำกำลังจะครอบครองเขา เนื่องจากคนตรงหน้าในเสื้อเชิ้ตสีขาวดูใสบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะต้านทานไหว
“มาแล้วเหรอ”
“ครับ...”
“อ่านนี่ให้ฟังหน่อยนะ”
แจจุงยื่นหนังสือนิทานให้ เป็นเล่มเดียวกันกับที่อ่านให้ฟังไปเมื่อวันก่อน คนตัวเล็กยิ้มให้เขา ตาสีนิลใสแจ๋วมองเขาอย่างสื่อความหมายลึกๆ ยุนโฮรับหนังสือนิทานมาแล้วนั่งลงข้างๆ น้ำเสียงอบอุ่นนุ่มหูร่ายเนื้อหาในนิทาน แจจุงนิ่งฟังราวกับจะซึมซับในโสตสัมผัสที่ได้รับ
เมื่อนิทานเรื่องเดิมจบลง แจจุงไม่รู้สึกเบื่อหรือง่วง เพราะตอนนี้หัวใจกำลังเต้นรัว เนื่องจากสิ่งที่เก็บมานานจะได้บอกออกไปจากปากให้ได้รู้วันนี้
“ยุนโฮ...”
“ครับ..?”
“ฉันแปลเพลงจบแล้ว”
“...?”
“ฉันแปลจบแล้ว...จริงๆนะ”
แจจุงว่าพลางยื่นสมุดจดให้ยุนโฮรับไปเปิดดู ลายมือที่ไม่จัดว่าดีนักเนื่องจากร่างบางนี่ไม่รู้จักการเขียนภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้องสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะอ่านไม่ออกซะที่เดียว เนื้อหาที่แปลได้จากเพลงทำให้หัวใจยุนโฮเต้นแรง

ใบไม้สีทองสองข้างทาง กำลังเต้นรำหยอกล้อกับสายลม
อากาศที่เริ่มหนาวขึ้นเล็กน้อย ค่อยๆเอาเสื้อคลุมไหล่บอบบางของเธอ

ทั้งเสียงที่อ่อนโยนของเธอ ทั้งใบหน้าอันแสนบริสุทธิ์ของเธอ
เหมือนรอบกายเธอจะโอบล้อมไปด้วยแสงสว่าง

อยากจะปกป้องตลอดไป ในอ้อมแขนของฉัน
ลมหายใจที่เต็มไปด้วยไอสีขาว
ในตอนนี้ มีเพียงแต่เธอคนเดียวเท่านั้น
ช่วงเวลานี้ช่างอ่อนโยนจนทำให้สั่นไหวไปทั้งใจ

เธอที่เขินอายกับคำพูดตรงๆของฉัน ช่างน่ารักเหมือนลูกแมวน้อย
มือที่กระชับเอาไว้จนแน่นและก็รีบปล่อยอย่างรวดเร็ว
ช่างเป็นการกระทำอันแสนหวาน
จากวันนี้จะร่วมวาดฝัน เพื่อเติมเต็มความหวังให้กับวันพรุ่งนี้ตลอดไป

จะโบยบินไปที่ไหนก็ได้นะ จะช่วยติดปีกให้กับฝันของเธอ
หยดน้ำตาของวันวานจะช่วยซับมันออกไป
ได้โปรดนำทางพวกเราไปสู่แสงสว่างเรืองรอง
ในส่วนลึกของพวกเรานั้นกำลังสื่อถึงกัน

“ฉันไม่คิดว่าสิ่งที่นายทำหรือฉันทำ มันถูกจับตามองด้วยเพลงเพลงนี้”
เสียงหวานใสเรียกสติของยุนโฮให้กลับมา แจจุงเอ่ยช้าๆ พยายามปรับลมหายใจให้ช้าลง พร้อมๆกับควบคุมการเต้นของหัวใจที่ถี่เกินรับให้ช้าลง
ดวงตาสองคู่สบประสาน ยังไม่มีคำพูดใดๆเอ่ยออกมาจากปากใครสักคน แต่สายตาร่างบางข้างตัวมีกระแสะเว้าวอนที่แรงกว่า ยุนโฮรวบกอดในทันที
“จากนี้ขอให้ฟังนะครับ ฟัง...แค่ฟังผมก็พอ” แจจุงเลื่อนมือขึ้นลูบหลังยุนโฮคล้ายเป็นการตอบรับ ยุนโฮค่อยๆพูดออกมาช้าๆให้ชัดถ้อยชัดคำที่สุด หวังจะให้มันซึมซาบลงไปในจิตใจของร่างในอ้อมแขน
“ผมรักคุณ... อาจจะรักตั้งแต่วันที่เห็นคุณครั้งแรก ผมไม่แน่ใจ มันรวดเร็วเกินไป แต่ผมก็แน่ใจว่าผมรักคุณ รักจนไม่รู้ว่าจะทำยังไง ยิ่งคุณพูดถึงยองอุง ผมยิ่งรักคุณมากขึ้น ผมไม่อยากเห็นคุณเจ็บปวดกับความรักแบบนั้น มันไม่ใช่ความรัก ผมอยากให้คุณเข้าใจ แต่แล้วตัวผมเองก็ตกหลุมรักคุณ”
“...”
“ผมกลัวว่าคุณจะคิดไม่เหมือนผม ผมกลัวว่าคุณจะไม่เข้าใจ แต่ผมคิดว่าเราถูกดึงดูดด้วยเพลงนี้ ผมอยากให้คุณค่อยๆเข้าใจไปทีละนิดว่าความรู้สึกผมเป็นยังไง ...เอ่อ... ผมเป็นคนเรียบเรียงพูดไม่ค่อยเก่งนะ ผมก็ไม่แน่ใจว่าต้องพูดยังไงให้ดูดี แต่ไม่ว่าจะต้องให้พูดแบบไหน คำตอบของผมก็ยังเป็นคำว่าผมรักคุณ แจจุง...ผมรักคุณ” ความเงียบเข้าโอบล้อมคนทั้งสองเอาไว้ ก่อนที่เสียงใสจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามออกมาทำลายความเงียบนั้น
“รักอะไรในตัวฉัน?”
“...ทุกอย่างที่เป็นคุณ ไม่ว่าจะผ่านอะไรมาก็ตาม ทั้งแววตา น้ำเสียง ร่างกายนี้ ความดื้อของคุณ ความเอาแต่ใจ ความน่ารักที่ผมไม่รู้ว่าจะหาได้จากไหน มันคือสิ่งที่ทำให้ผมรักคุณ...”
“ไม่รังเกียจฉันเหรอ? ฉันเป็นของยองอุงมาก่อนนะ” น้ำเสียงสั่นเครือที่เอ่ยถามจับหัวใจยุนโฮยิ่งนัก ชายหนุ่มกระชับกอดแน่นก่อนตอบอีกครั้ง
“ไม่ครับ ไม่มีทาง แล้วก็ไม่มีวัน ผมรักคุณ แล้วผมก็ไม่รู้สึกถึงความรักของเขาจากตัวคุณ” ยุนโฮคลายกอดเพื่อที่จะมองหน้าร่างบางชัดๆ หน้าสวยๆของแจจุงแดงจัดรวมถึงน้ำตาที่ไหลไม่หยุด มือใหญ่เลื่อนมากุมแก้มเนียนพลางซับปาดน้ำตาที่ไหลอาบ แจจุงยกมือเล็กขึ้นวางทาบทับ ริมฝีปากอิ่มสวยเอ่ยขึ้นบ้าง
“ฟังฉันบ้างนะ...”
“ครับ”
“นายทำให้ฉันสับสน สับสนหลายๆอย่าง แต่ฉันก็มั่นใจนะว่ามันจะตรงกันกับนาย แล้วนายก็เข้าใจฉันด้วย นายอ่านฉันออกทุกอย่าง”
“...”
“ฉันจะสารภาพนะ... ทุกครั้งที่นายอยู่ใกล้ ฉับรู้สึกอบอุ่นแล้วก็ปลอดภัยทุกครั้ง มันเป็นความสบายใจ แต่เมื่อนายห่างตาไป ฉันก็เริ่มกลัว กลัวว่ามือนี้จะไม่ได้กอดฉันอีก”
“...”
“ฉันหลงรักกอดอุ่นๆของนายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มันอุ่นจนเคลิ้ม จนไม่อยากปล่อย แล้วฉันก็ได้รู้...ว่าจริงๆแล้วฉันก็รัก ...ฉันรักนาย ชองยุนโฮ”
“...!” สีหน้าตกใจของชายหนุ่มชัดเจนอยู่ในคลองสายตา แจจุงคลี่ยิ้มเขินๆทำจมูกฟุดฟิดเหมือนหายใจไม่ค่อยออกจากน้ำตาที่ไหลออกมา ก่อนว่าต่อเสียงหวาน
“เพลงนั้นน่ะ สะดุดหูจะตาย ไม่คิดเลยนะว่ามันจะเหมือนฉันกับนายขนาดนั้น นี่อย่ายิ้มสิ มีอะไรน่าขำเหรอไงคนบ้า! ฉันรักนายนะ นี่ หยุดยิ้มสักทีสิ!” ยุนโฮเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองยิ้มกว้างขนาดนี้เมื่อไหร่ไม่รู้ รวมถึงคนตรงหน้าที่เขินจัดจนไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกมาบ้าง ยุนโฮดึงร่างบางมากอดอีกครั้ง
“ไม่หยุด”
“คนบ้า มีอะไรน่าขำนักเหรอไง?!”
“ไม่ขำหรอก น่ารักต่างหาก”
“เอ๋..?”
“น่ารักที่สุด แจจุงน่ารัก” เสียงนุ่มเอ่ยกระซิบที่หูเล็ก แจจุงสะดุ้งวาบ ก่อนเริ่มออกแรงดิ้นด้วยฤทธิ์เขินจนเก็บไม่อยู่
“ปล่อยนะ คนบ้า”
“ไม่ปล่อย อยากน่ารักก่อนทำไม”
“นี่ คนเค้าอุตส่าห์บอกรักนะ”
“ไม่เอารางวัลแล้วเหรอ?” ยุนโฮกำลังสนุกเนื่องจากเก็บอาการดีใจที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่ ริมฝีปากหนางับเบาๆที่หูเล็ก กดเม้มลงกับติ่งหูนุ่มนิ่ม เมื่อเห็นว่าแจจุงพยายามดันไหล่เขาออก ยุนโฮจึงคลายกอดแล้วมองหน้าร่างบางชัดๆอีกครั้ง
“รางวัลสำหรับคนน่ารักที่แปลเพลงนั้นได้ แล้วก็ยังรู้ความลับของผม ก็คือผมรักคุณ ผมทำตามคำขอของคุณแล้วนะ ...ผมรักคุณ แล้วก็จะอยู่กับคุณตลอดไป” ยุนโฮยังคงยิ้มกว้าง นิ้วเรียวระไล้แก้มเนียนที่ขึ้นสีสวย แจจุงหลุบตาลงก่อนช้อนตาขึ้นมองเขา
“นายก็รู้ความลับของฉันไปแล้ว ...ขอโทษนะที่ปิดมาตลอด ก็ชางมินเขาเป็นคนบอกไว้ว่าให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับน่ะ”

...ชิ
...ไอ้เด็กบ้านั่นเองเรอะ?!

“ผมก็ด้วยแหล่ะครับ”
“...แล้ว จะเอารางวัลไหม?” คำพูดน่ารักที่ทำให้ยุนโฮยิ้มกว้าง แจจุงเห็นดังนั้นจึงไม่รอคำตอบ หลับตาลงแล้วปล่อยให้คนตรงหน้าทำสิ่งที่หัวใจเรียกร้องอยู่นานแล้ว

...ก็คนสวยของเขาน่ะ
...น่ารักน่าจูบขนาดนี้นี่นา

ยุนโฮกดจูบลงไปที่กลีบปากบาง แทรกลิ้นรับรสหวานของแจจุง จูบที่เหมือนจะมีรสหวานของนมนิดๆ หวานเกินกว่าที่เคยได้รับมาจากครั้งไหนๆ ชายหนุ่มกดจูบย้ำๆลงไปที่ริมฝีปากของแจจุงหลายๆที ก่อนจะกดริมฝีปากเขาแนบกันสนิทกับอีกคน ให้แจจุงเป็นฝ่ายเผยอปากขึ้นเปิดรับเขาก่อน ลิ้นอุ่นแตะเบาๆที่ลิ้นนุ่มคล้ายทักทาย ริมฝีปากทั้งคู่รีดดึงอีกฝ่ายเข้าหาซ้ำแล้วซ้ำอีก จากนั้นก็ผลัดกันแลกเปลี่ยนความหวานซ่านให้แก่กัน ยุนโฮแทรกนิ้วเข้าในเรือนผมนุ่มเพื่อกดจูบให้ได้ลึกมากยิ่งขึ้น ส่วนแจจุงเองก็เลื่อนมือมาประคองหน้ายุนโฮ ถอนจูบออก ปรับเปลี่ยนมุมแล้วกดเข้าไปใหม่ ทำอย่างนี้ซ้ำๆหลายต่อหลายครั้ง เสียงครึมครางเบาๆอย่างพอใจในลำคอเป็นแรงขับให้ลิ้นอุ่นสัมผัสเรียวฟันแทบจะทุกซี่ พัวพันระไล่กับลิ้นเล็กที่ที่ตอบสนองคล้ายร้องขอ เหมือนกับสิง่ที่ให้นั้นยังไม่เพียงพอกับที่หัวใจต้องการ
...มือยุนโฮไปไวกว่านั้น มืออีกข้างที่ว่างอยู่ละกอด เลื่อนมาป้วนเปี้ยนแถวกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาว ลูบอกบางเบาๆ สัมผัสแผ่วทำให้ร่างบางไหวเฮือกครางลึกในลำคอ แจจุงหยัดแผ่นหลังขึ้นคล้ายจะให้ยุนโฮสัมผัสได้ถนัด ก่อนจะกดร่างบางที่อ่อนปวกเปียกลงกับเตียง ยุนโฮก้มมองร่างข้างใต้ที่ปรือตาลงคล้ายยั่วยวน
“...น่ารัก”
“อย่าชมสิ”
“ขอบคุณนะที่รักผม ขอบคุณจริงๆแจจุง”
“ฉันสิต้องขอบคุณ... นายทำให้ฉันรู้จักคำว่ารัก ทำให้ฉันเขาใจมัน ขอบคุณที่รักฉันนะยุนโฮ”
รอยยิ้มหวานพร่างพรายบนใบหน้าสวย ยุนโฮคลี่ยิ้มออกมาบางๆก่อนจูบย้ำอีกครั้ง มือที่ไปไวกว่านั้นปลดกระดุมแล้วแหวกสาบเสื้อออกให้เห็นผิวเนื้อขาวเนียนของร่างข้างใต้ มือใหญ่ลูบผิวเนื้อเนียนนุ่มมือเบาๆ เลื่อนใบหน้าไปหอมแก้มเนียนฟอดใหญ่ก่อนจะย้ายไปที่ใบหูเล็ก แจจุงครางเบาๆก่อนเอ่ยปราม
“อะ... เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนสิ...อะ...ยุนโฮ หยุด...หยุดก่อนได้ไหม”
“ทำไมล่ะ ไม่ชอบเหรอ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น... นายจะทำอะไร?” หลังจากได้ยินคำถาม ยุนโฮเลิกคิ้วขำๆ หอมแก้มใสเสียทีหนึ่งก่อนเลื่อนสันจมูกดุนจมูกร่างข้างใต้เบาๆ พูดเสียงเบาราวกับกระซิบ
“ผมรักคุณแจจุง... ตอนนี้ผมต้องการคุณ”
ทันทีที่ได้ยินชายคนรักพูดดังนั้น ผิวแก้มเนียนของแจจุงก็แดงก่ำ เข้าใจความหมายในทันทีแต่ไม่คิดจะขัดขืน ร่างบางปรือตาลงเชิงอนุญาต ยุนโฮยิ้มบางกดจูบอีกครั้งแผ่วเบา ดูดดุนริมฝีปากล่างจนแดงช้ำ เลื่อนลงมาที่คาง ลงมาที่ลำคอ ระไล้ลงมาจนถึงซอกคอขาว กลิ่นหอมดอกลิลลี่ที่กลายเป็นกลิ่นเฉพาะตัวไปแล้วกรุ่นขึ้นแตะจมูก หอมหวานจนอดแตะลิ้นแลบเลียเบาๆไม่ได้ ดูดเม้มทิ้งร่องรอยเอาไว้รอยแล้วรอยเล่า รับรู้ถึงอาการสั่นน้อยๆอย่างระงับไม่ได้ของร่างบางที่ตนกำลังเชยชม เสียงครางในลำคอเหมือนแมวแว่วเบาๆอยู่ข้างหู
“อา...อะ... ยุนโฮ...อา...”
ยุนโฮไล่ลิ้นต่ำลง มืออุ่นลูบอกเนียนเบาๆ ยุนโฮไล่ลิ้น ร่างบางครางหนักขึ้นกว่าเก่าเนื่องจากสัมผัสที่ได้รับ มือเล็กเลื่อนมาบีบไหล่หนาแน่น ส่งเสียงครางยั่วร่างสูงอย่างช่วยไม่ได้ ลิ้นอุ่นระไล้หยอกล้อกับยอดอกสีชมพูนุ่มจนเริ่มแข็งเป็นไต แล้วกลับขึ้นไปรับจูบหวานอีกครั้ง แจจุงขยำเชิ้ตดำที่ยุนโฮยังใส่ติดตัวคล้ายระบายอารมณ์ เชิ้ตขาวกับเชิ้ตดำตัดกันลงตัว ยุนโฮสอดมือเข้าไปลูบแผ่นหลังบาง เกลี่ยไล้ปลายนิ้วตามแนวสันหลังร่างบางให้กระตุกเฮือก
“ฮึก..อือ...อ๊ะ”
ร่างบางไหวเฮือก ยุนโฮกลับมาที่อกเนียนแล้วเริ่มไล่ต่ำลงถึงหน้าท้องเรียบ ยุนโฮลูบแนวเอวคอด จูบเม้มรอย หยอกล้อกับร่องสะดือสวย
“แจจุง...คุณสวยมาก”
“อือ...อะ...อา... ยุนโฮ...”
“น่ารัก... น่ารักที่สุด น่ารักเหลือเกินแจจุง ผมรักคุณ...”
ทั้งที่เป็นหน้าหนาวแต่สองร่างบนเตียงกลับชุ่มเหงื่อ โดยเฉพาะร่างเล็กบางที่เรือนกายสวยงามกำลังถูกร่างสูงอีกร่างที่ทาบทับลงมาเชยชม มือเล็กที่สั่นน้อยๆเลื่อนแกะกระดุมให้ร่างสูงขณะที่โน้มลงมาจูบย้ำอีกครั้ง ยุนโฮฉวยมือเล็กมาแนบจุมพิตก่อนจะรวบเอาไว้ที่เหนือหัว
“ซนเหมือนกันนะ”
“อะ...เปล่านะ ก็...ฮึก... ยุนโฮ.... ยุนโฮเหงื่อออก ก็ร้อนไม่ใช่เหรอ ก็เลย...จะถอดให้”
เจ้าของดวงตาฉ่ำน้ำหวานขยับกลีบปากบางแดงสวยเอ่ยคล้ายอ้อนเขา ยุนโฮยิ้มกว้างแล้วเปลี่ยนมือจากรวบมือเล็กไว้มาเป็นโอบรัดแทน จูบหวานที่รุนแรงโหมตามอารมณ์ที่ยากจะถอยกลับ ...รัก... รักมากเหลือเกิน...
ยุนโฮโยนเชิ้ตดำที่ร่างบางแกะกระดุมไว้ให้ลงพื้นข้างเตียง ผิวเนื้อชุ่มเหงื่อเปียกลื่นคล้ายกันสนิทแนบ แจจุงหายใจถี่แรง ผิวแก้มแดงสวยตามอุณหภูมิอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูง ลมหายใจถี่แรงพาเสียงครางหนักเมื่อยุนโฮเริ่มรุกหนักเมื่อมือใหญ่ลงมาป้วนเปี้ยนแถวๆสะโพก ปลดกระดุมกางเกงร่างบางแล้วรูดซิบลง มือใหญ่สอดลอดเข้าไปกุมส่วนไวสัมผัส แจจุงสะดุ้งวาบ
“ฮึก... อา... ยุนโฮ...”
“รอนี่อยู่หรือเปล่า...แจจุงของผม”
“อา... ยะ... ยุนโฮ... อา...อ๊า...”
“ร้อนจังเลยนะ... น่ารัก....”
“อ๊า...”
ยุนโฮจัดการค่อยๆถอดกางเกง 2 ชิ้นของแจจุงออกไปให้พ้นทาง แจจุงที่ขาขยับไม่ค่อยจะได้อยู่แล้วจึงถูกยุนโฮจับแยกเรียวขาออกง่ายดาย ยุนโฮยกเรียวขาข้างหนึ่งขึ้นจูบไล่ตั้งแต่ปลายนิ้วผ่านผิวน่องจนถึงข้อพับเข่าอย่างหลงใหล แจจุงมองการกระทำนั้นตื่นๆ สองมือเล็กขยำผ้าปูที่นอนแน่น พยายามรวบรวมเสียงออกมาปรามร่างสูงที่เริ่มไล่ลิ้นขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ
“ฮึก...อา... อย่า...”
“อะไรครับ”
“อย่า...อย่าทำนะ...”
“...ทำไมล่ะ?”
“ฉัน...อาย...”
ยุนโฮยิ้มกับถ้อยคำน่ารัก แล้วกดจูบลงที่ต้นขาอ่อนขาวเนียน ดูดเม้มทิ้งรอยแดงเอาไว้ มือใหญ่จับที่ส่วนรุมร้อนของร่างบางแล้วขยับรูด แจจุงสะดุ้ง ร่างบางบิดเร่าด้วยการกระทำของร่างสูง ในเมื่อไม่สามารถขยับขาได้มากพอที่จะส่งแรงลงจิกฟูกเตียงนอนได้ แจจุงจึงทำได้แต่ส่งเสียงครางหนักแล้วหยัดแผ่นหลังขึ้นเกร็งเนื่องด้วยไม่สามารถเกร็งส่วนขาได้ ดูทรมานแต่กลับกลายเป็นอาการที่ยั่วยวนอารมณ์ร่างสูงให้ยิ่งโหมหนัก
“อะ อ๊า.... ยุน...อา...”
หลังจากรูดจนแกนเนื้อหยุ่นนิ่มเริ่มแข็งขึ้นในมืออุ่น น้ำขุ่นขาวเอ่อส่วนปลายที่เริ่มชุ่ม ยุนโฮไล้เลียเหมือนเป็นของหวานก่อนจะครอบครองเอาไว้ในโพรงปากร้อน อาการตอบรับของร่างบางเด่นชัดขึ้นไปอีก ยุนโฮรู้สึกได้ใจ การกระทำของร่างสูงเหมือนกลั่นแกล้ง เพราะบางจังหวะก็ดูดเม้มหนักๆ บางจังหวะไล้ลิ้นเบาๆเพียงแผ่ว บางจังหวะก็ถอนออกเพื่อแลบเลียเช็ดน้ำลายที่ชุ่มโชกไปทั่ว
“ยุน...อะ...ยุนโฮ... จะไปแล้ว ...อะ อ๊า...”
ร่างบางหวีดออกมาสั้นๆก่อนจะปลดปล่อยออกมาในปากร่างสูง ยุนโฮกลืนแทบจะทั้งหมดยกเว้นบางส่วนที่ทะลักไหลออกมาจนเลอะถึงคาง แจจุงนอนสั่นอย่างหมดแรง อาการสั่นที่เจ้าตัวระงับไม่อยู่ ยุนโฮปาดของเหลวขุ่นที่ร่างตรงหน้าปลดปล่อยออกมาป้ายไปที่ปากทางด้านหลัง ร่างบางไหวเฮือกเมื่อยุนโฮกดนิ้วไปรอบๆก่อนสอดนิ้วเข้าไปขยายเส้นทางด้านใน
“อ๊า...อะ ฮึก... อะ...อ๊ะ”
ยุนโฮแยกเรียวขาขาวออกกว้าง ใช้น้ำลายเพิ่มความลื่นให้ช่องทางแคบที่บีบรัดนิ้วมืออย่างรุนแรง ร่างบางบิดเร่าด้วยทรมานในอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูง ยุนโฮค่อยๆเคลื่อนนิ้วมือเข้าออกช้าๆ ควานสะกิดขยายช่องทางภายใน ผนังอุ่นร้อนด้านในบีบรัดตอดนิ้วมือเขาแน่น และในที่สุด...ยุนโฮก็เพิ่มจากหนึ่งนิ้วเป็นสองนิ้ว และขยับนิ้วเข้าออกถี่เร็วขึ้น
“แจจุง...” ร่างสูงเอ่ยเรียกร่างบางที่สติดูจะเตลิดไปไกล แจจุงเพริดไปกับสัมผัสที่เขามอบให้ ร่างบางจากบิดเร่าด้วยทรมานก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางตอบสนองด้วยสะโพกมนที่ขยับไหวตามแรงมือ
“แจจุง…”
ยุนโฮเลื่อนตัวขึ้นไปหาโดยที่ยังไม่ละหน้าที่ของมือจากช่องทาง น้ำเสียงแหบพร่าด้วยอารมณ์เรียกเจ้าของใบหน้าหวานที่เม็ดเหงื่อใสเกาะพราว ผิวแก้มใสแดงก่ำ ริมฝีปากแดงช้ำด้วยเจ้าตัวขบกัดระบายอารมณ์ นัยน์ตาหวานฉ่ำน้ำกึ่งยั่วกึ่งอ้อนบ่งบอกความต้องการของร่างบาง แจจุงเลื่อนมือเล็กขึ้นคล้องคอร่างสูง กดให้ใบหน้าโน้มลงมาหาด้วยโหยหาในรสจูบหวาน ก่อนถอนจูบออกตามด้วยลิ้นนุ่มอุ่นที่ยังคงโหยหากันไม่ห่าง แล้วเปลี่ยนมาปล่อยเสียงครางยั่วยวนอยู่ข้างหู
“อะ ยุนโฮ... ไม่ไหวแล้ว”
“ทนไม่ไหวแล้วเหรอ?”
“อย่าแกล้งสิ”
“ผมรักคุณนะ... เจ้าหญิงของผม...”
จูบย้ำอีกครั้ง ยุนโฮปลดกางเกงลงโดยสวมไว้แค่หมิ่นสะโพก กดสอดแกนกายร้อนของตนเข้าไปในช่องทางที่ขยายไว้ก่อนหน้า แจจุงสะดุ้งเกร็งหยัดแผ่นหลังขึ้น ส่วนปลายจึงมุดสอดเข้าไปได้เท่านั้นเพราะร่างบางเกร็งไม่ยอมตอบสนอง ช่องทางแคบบีบรัดรุนแรง
“อึก...แจจุง อย่าเกร็ง...”
“ฮึก...อะ... มันเจ็บ... ยุนโฮ...ฮือ...อะ...”
มันไม่ใช่ครั้งแรก... แจจุงรู้ตัวดี แต่ยองอุงกับยุนโฮต่างกัน และด้วยห่างหายจากเรื่องนี้ไปเป็นเวลานานนับตั้งแต่ยังอุงตาย จึงไม่แปลกที่แจจุงจะเจ็บและทรมาน ยุนโฮจูบซับน้ำตาอย่างอ่อนโยน
“อย่าฝืน... ถ้าเจ็บก็บอกผม ผมจะได้หยุด...”
ยุนโฮจูบปลอบ มืออุ่นลูบไล้ไปตามเรือนกายบอบบางที่สั่นน้อยๆ ก่อนที่จะขยับส่งกายเข้าไปอีกครั้งอย่างช้าๆ... ถอยออก...แล้วส่งกลับเข้าไปใหม่ ยุนโฮใช้ความอดทนอย่างมากและระมัดระวังไม่ให้สร้างความเจ็บปวดให้แจจุงมากไปกว่านี้ ...จนกระทั่งเข้าไปจนสุด
“อา...”
สองร่างแทบจะถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ยุนโฮรอจนร่างบางปรับตัวได้ มือใหญ่เลื่อนขึ้นลูบตามใบหน้าสวย ลูบเช็ดเหงื่อที่เกาะพราว เกลี่ยเส้นผมที่ลงมาปรกใบหน้าน่ารักที่ยิ้มอ้อน ยุนโฮยิ้มตอบ
“เป็นยังไงบ้างครับ...?”
“...อึดอัดนิดหน่อย แต่ก็...ดีแล้วล่ะ...”
“เจ็บหรือเปล่า?”
“ไม่ล่ะ... ต่อเถอะ...”
“แต่คุณยังดูเหมือนเจ็บมาก...”
“ไม่หรอก... นี่... ฉันรักนายนะ” แจจุงจูบอ้อน ยุนโฮแพ้คนน่ารัก...โดยเฉพาะวิธีการอ้อนน่ารักๆอย่างนี้ ยุนโฮจูบย้ำอีกครั้ง แล้วเริ่มขยับ
ยุนโฮเคลื่อนกายสอดใส่จากค่อยๆขยับช้า สักพักจึงเริ่มถี่แรงขึ้น นัยน์ตาพร่าเลือน จะเห็นก็มีเพียงสีหน้ายั่วยุอารมณ์จากร้องตรงหน้าที่ครางดังไม่หยุด ยุนโฮโน้มใบหน้าลงมาหา แลกจูบหวานกันอีกครั้งพร้อมขยับกายส่งเข้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
“ยุนโฮ... อา...อะ...อา...”
“อา... แจจุง ผมรักคุณ...”
“...อา... ยุนโฮ...อา...”
อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ สองร่างร้อนรุ่มร่างก่ายกัน แลกจุมพิตกันอย่างอ่อนหวาน ร่างด้านบนที่ทาบทับเคลื่อนกายสอดใส่อย่างเร่าร้อนถี่แรง เรียกเสียงครางดังอยู่ข้างหูจากร่างงดงามข้างใต้
ความหอมหวานจากร่างข้างใต้ที่กำลังให้เขาลิ้มลองดูเหมือนจะไม่มีวันหมด ชายหนุ่มรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในความฝัน เมื่อวันที่จะได้โอบกอดเรือนร่างบอบบางนี้ได้มาถึงสมใจแม้จะไม่ได้คาดหวังเอาไว้ก็ตาม เสียงครวญครางที่ร้องเรียกเขาทำให้ยุนโฮสนิทใจว่าในหัวใจแจจุงนั้นมีเขา และมีเขาเพียงคนเดียว ...ไม่แตกต่างจากแจจุงที่รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน
ยุนโฮขบเล็มไปตามแนวบ่าบาง ทิ้งรอยแดงเอาไว้เพิ่มขึ้นจากตอนแรก ยุนโฮจับเรียวขาของแจจุงยกขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะกระทั้นส่งกายเข้าไปสุดแรง แจจุงครางหนัก ความร้อนรุมเบื้องล่างใกล้จะปะทุ ช่องทางบีบรัดแกนเนื้อแน่นเป็นจังหวะถี่
“อะ... อ๊า! ยุน... ยุนโฮ!...อ๊า!!” เสียงเรียกร้องขอการปลดปล่อยจากแจจุง ร่างบางกระตุกเกร็งก่อนจะฉีดสายน้ำขาวอุ่นพุ่งขึ้นมาเปรอะหน้าท้อง บางส่วนไหลเปรอะตัวยุนโฮ
“อึก...แจจุง…”
ช่องทางบีบรัดแน่นเมื่ออีกฝ่ายไปถึงจุด ยุนโฮขบกรามกรอดก่อนรั้งเอวคอดส่งเข้าหาตัวหนักๆ แจจุงครางร่ำไม่เป็นภาษา ยุนโฮเกร็งร่างแล้วกดแนบเพื่อปลดปล่อยภายในตัวร่างบาง ถึงจุดสิ้นสุดแห่งอารมณ์รักด้วยกันทั้งคู่
ยุนโฮถอดถอนแกนกายออกแล้วเลื่อนมานอนกกกอดร่างบางข้างๆ แจจุงหอบตัวโยน ใบหน้าสวยติดจะแดงๆเนื่องจากเพิ่งถึงที่สุดของอารมณ์อย่างรุนแรง ยุนโฮยิ้มบางก่อนกระชับกอดให้แน่นขึ้น แลกจุมพิตอ่อนหวานให้ริมฝีปากแดงช้ำ ที่ถึงแม้จะช้ำเพียงไรก็ยังคงเป็นริมฝีปากที่หอมหวานเสมอ
“เป็นยังไงบ้าง?” ร่างบางสะท้อนหอบพลางหัวเราะเบาๆ ใบหน้าสวยฉีดสีเพิ่ม ยุนโฮคลี่ยิ้มบางแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมร่างบางและตัวเขาเองไว้ ค่อยๆจูบแนบที่หน้าผากเนียน แจจุงซุกใบหน้าเข้ากับแผ่นอกที่คุ้นเคย
“ผมรักคุณแจจุง”
“นายพูดบ่อยกว่าฉันอีกนะ”
“อืม... ก็ผมรักคุณนี่”
“พอได้แล้ว ให้ฉันพูดมั่งสิ” นัยน์ตาสองคู่สบประสาน แต่แล้วแจจุงเลี่ยงสายตาก่อนเลื่อนใบหน้าขึ้นหอมแก้มร่างสูง แล้วบอกรักเสียงดัง
“ฉันรักนาย จองยุนโฮ”
“ขี้โกงชะมัดเลยคุณเนี่ย”
“อะไร? นายได้ไปตั้งเยอะแล้วนะ”
“ครับๆ ผมรักคุณนะ... เจ้าหญิงของผม” ยุนโฮพูดยิ้มๆ กระชับวงแขนกอดร่างบางให้แน่นขึ้น ฝ่ามืออุ่นไล้ลากบนผิวเนียนนุ่มชื้นเหงื่อของอีกฝ่ายก่อนจะดึงเอาผ้าห่มที่หล่นลงไปกองอยู่ที่พื้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ขึ้นมาห่มกายทั้งคู่
“นอนเถอะครับ คุณเหนื่อยแล้ว”
“อื้อ...”
“ฝันดีนะครับ ผมรักคุณนะ”
“ฝันดีเหมือนกันนะยุนโฮ ฉันก็รักนาย”

...ชองยุนโฮมีความสุขเพราะจากที่เมื่อก่อนเขาจะเป็นฝ่ายแอบบอกรักอยู่ทุกค่ำคืน...
…ในวันนี้... เวลานี้... เขาได้บอกให้ร่างบางได้รู้ว่าเขารักมากเพียงใด...
...และคิมแจจุงก็ไม่เคยรู้สึกหนาว เพราะตลอดเวลาเขามียุนโฮข้างกาย...
...หิมะตกแรงเพียงใด ยุนโฮก็เป็นพระอาทิตย์เสมอ...
...รัก...ตลอดไป...
.
.
.
...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ยังมีเจ้าหญิงแสนสวยถูกขังอยู่ในหอคอยไกลโพ้น
โดยฝีมือของแม่มดร้าย
รอวันที่จะมีใครสักคนผ่านเข้ามา
จะเทวทูตในชุดดำหรือเจ้าชายขี่ม้าขาวงามสง่า
จะใครก็ได้...ที่จะช่วยสอนให้เจ้าหญิงรู้จักโลกภายนอก
ที่จะสอนให้เจ้าหญิงรู้จักความรักที่แท้จริง


TBC